
ข้อมูลจาก เอกสารของกลุ่มเราเข้าใจ มูลนิธิเอดส์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อ HIV /เอดส์ ประเทศไทย |
เชื้อ HIV เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กมองไม่เห็นด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดาเชื้อ HIV มีรูปร่างกลมๆเปลือกนอกมีปุ่มยื่นออกมา เชื้อ HIV จะใช้ปุ่มนี้เกาะเม็ดเลือกขาวใน ร่างกายคนและแทรกเข้าไปอยู่ในเม็ดเลือดขาว เพื่ออยู่อาศัยและแบ่งตัวขยายพันธุ์ทำให้เม็ดเลือดเลือดขาวที่ติดเชื้อ HIV ถูกทำลายไม่สามารถทำหน้าที่จัดการกับเชื้อโรดต่างๆ ที่อยู่ใน ร่างกายได้ เอดส์คืออะไรเมื่อเชื้อ HIV มีปริมาณมากขึ้น เม็ดเลือดขาวก็ถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ จนถึงระดับที่ไม่สามารถจัดการกับเชื้อโรคต่างๆได้ เรียกภาวะนี้ว่าภูมิคุ้มกัน บกพร่อง ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า เอ็ดส์ ( AIDS) ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องนี้ ทำให้ร่างกายเกิดความเจ็บป่วยบ่อยๆ มากกว่าคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติ เชื้อ HIV ติดต่อกันอย่างไร เชื้อ HIV อยู่ในเลือดและในของเหลวบางอย่างในร่างกาย ที่พบมากได้แก่ น้ำอสุจิน้ำในช่องคลอดและในน้ำนมสำหรับในน้ำลายมีเชื้อน้อยมาก จึงมีโอกาศเสี่ยงต่อการ ติดเชื้อจาก การสัมผัสน้ำลายน้อยมาก นอกจากนี้ยังไม่พบเชื้อ HIV ในเหงื่อ น้ำตา อุจจาระ ปัสสาวะ โอกาสเสี่ยงในการ รับเชื้อ HIV จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ต้องมีการสัมผัสกับเชื้อ HIV และมีช่องทางให้เชื้อ HIV เช้าสู่ทางร่างกายได้แก่ ทางเนื้อเยื้ออ่อนๆ เช่นบุช่องคลอด รู-ท่อปัสสาวะ และการที่เชื้อ HIV เข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง แต่ถ้าเป็นผิวหนังทั่วไปเชื้อ HIV ไม่สามารถเช้าไปได้ ดังนั้น หากพิจารณาโดยปัจจัยการติดต่อของเชื้อจะเห็นว่าไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV จากการอยู่ร่วมกันกับคนที่ติดเชื้อ HIV เช่น เรียนด้วย กัน เล่นด้วยกัน กินอาหารด้วยกัน หรือใช้สิ่งของร่วมกัน การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันหรือไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย เด็กรับเชื้อ HIV จากแม่อย่างไร เด็กมีโอกาสรับเชื้อ HIV จากแม่ใน 3 ช่วง ได้แก่
เด็กส่วนใหญ่ไม่ติดเชื้อจากแม่โดยทั่วไปทารกที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อ HIV มีโอกาสได้รับเชื้อประมาณร้อยละ 25-30 ทั้งนี้โอกาสในการรับเชื้อ HIV ของเด็กจะลดลงเหลือ เพียงร้อยละ 2-8 ถ้าแม่ฝากครรภ์ได้รับ การดูแลสุขภาพและยาต้านไวรัสตามแผนการรักษา และให้เด็กดื่มนมผสมแทนนมแม่การดูแลสุขภาพเมื่อเมื่อฝากครรภ์หญิงตั้งครรภ์จะได้รับการเตรียมร่างกายให้มีความพร้อม คัด กรองและรักษาความผิดปกติต่างๆ ที่เพิ่มโอกาสการผ่านเชื้อ HIV ไปยังลูกอีกทั้งแพทย์ยังให้บริการยาต้านไวรัสที่เหมาะสมก่อนการตั้งครรภ์ ตรวจหาเชื้อ HIV ของเด็กอย่างไร การตรวจหาเชื้อ HIV ที่มีความเม่งยำที่สุดคือการตรวจหาสารภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HIV หรือทางการแพทย์เรียกว่า HIV Antibody ที่ร่างกายสร้าง ขึ้นหลังจากเชื้อผ่านเข้ามาในร่างกายแล้ว ถ้าตรวจพบภูมิคุ้มกันเมื่อเด็กอายุครบ 18 เดือน ก็แสดงว่ามีการติดเชื้อ HIV ซึ่งเป็นช่างที่สารภูมิ คุ้มกัน ที่แม่ส่งผ่านให้ลูกโดยธรรมชาติตั้งแต่อยู่ในครรภ์ได้หมดไป และร่างกาย ของเด็กสร้างสารภูมิคุ้มกันได้เอง การตรวจหาการติดเชื้ออีกประเภทหนึ่งคือการตรวจหาเชื้อไวรัส HIV หรือที่เรียกว่าการตรวจ พีซีอาร์ ( PCR) ซึ่งสามารถตรวจได้ผลแม่น ยำเมื่อเด็กอายุตั้งแต่ 4 เดือน ขึ้นไป จะตรวจว่าเด็กแรกเกิดมีการติดเชื้อ HIV หรือไม่ เนื่องจากภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HIV ของแม่สามารถผ่านรกมายังทารกได้ การตรวจหาสารนี้ในเด็กแรกเกิดจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเด็กมีการติด เชื้อหรือไม่เพราะไม่ทราบว่าจะเป็นของ แม่ที่ส่งผ่านมา หรือเป็นการสร้างสารนี้ของเด็กเองจากการที่ได้รับเชื้อมาจากแม่ สารภูมิคุ้มกันนี้จะ อยู่ในร่างกายของเด็กประมาณ 18 เดือน ก่อนที่จะสลายไปการตรวจหาสารนี้ใน ระยะ 18 เดือนแรกจึงไม่สามารถบอกสภาวะการติดเชื้อ ของเด็กได้ ต้องใช้วิธีการตรวจ PCR การตรวจหาเชื้อ HIV ของเด็กเพื่ออะไร เป้าหมายของการตรวจเลือดหาเชื้อ HIV ของเด็กโดยเฉพาะเด็กที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาด้วยยาต้านไวรัส และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน และโรคติดเชื้อฉวยโอกาสบางชนิดที่พบบ่อยในเด็กที่ติดเชื้อ HIV และมีภูมิคุ้มกันต่ำ การตรวจการหาเชื้อ HIV ละเมิดสิทธิเด็กหรือไม่ การตรวจหาเชื้อ HIV ของเด็กเพื่อคัดแยกเด็กออกจากเด็กที่ไม่ติดเชื้อ HIV หรือป้องกันการติดเชื้อ HIV จากการอยู่ร่วมกับเด็กนั้น ถือได้ว่า เป็นการละเมิดสิทธิเด็กเพราะไม่ได้เกิด ประโยชน์กับเด็กและไม่มีความจำเป็นในการแบ่งแยกเด็ก เนื่องจากไม่มีใครมีโอกาสติดเชื้อ HIV จากการอยู่ร่วมกันกับเด็กที่ติดเชื้อ HIV แต่หากเป็นการตรวจเลือดหาเชื้อ HIV ของเด็กเพื่อการให้การป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส หรือ เพื่อให้ได้รับโอกาสในการรักษาด้วยยาต้านฯก็น่าจะทำเพื่อประโยชน์ของเด็ก ระบบภูมิคุ้มกันคืออะไรระบบคุ้มกันคือระบบการทำงานของเม็ดเลือดขาว ที่ทำหน้าที่จดจำและต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันสามารถจดจำเชื้อโรค ทุกชนิด และสร้างสารภูมิคุ้มกัน เฉพาะต่อเชื้อ โรคต่างๆ ที่ร่างกายรับมา ดังนั้นหากร่างกายรับเชื้อโรคเดิมซ้ำ ภูมิคุ้มกันจะกำจัดโรคได้อย่าง รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ระบบภูมิคุ้มกันในเด็กระบบภูมิคุ้มกันจะค่อยๆมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็กแรกเกิด และทำงานได้เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่เมื่อเด็กมีมีอายุประมาณ 6 ปี ดังนั้นช่วงเด็กอายุต้ำกว่า 6 ปี ระบบภูมิคุ้มกันเด็ก ยังทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ ต่อสู้และควบคุมเชื้อโรคได้ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่มีผลทำให้มีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่าย กว่าและบ่อยกว่าเด็กโต ภูมิคุ้มกันบกพร่องเป็นอย่างไรเมื่อเชื้อ HIV ผ่านแม่ไปสู่ลูก การขยายพันธุ์ของเชื้อ HIV ก็เริ่มต้นโดยเชื้อเข้าสู่เซลเม็ดเลือดขาวชนิดที่มีสารบนผิวชื่อ CD4 และแบ่งตัวออก มาจำนวนมาก ปริมาณเชื้อ HIV ในเด็กจะสูง มากเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ และด้วยเชื้อ HIV ที่มีปริมาณมาก เม็ดเลือดขาวก็ถูกทำลายไปมาก ระบบภูมิคุ้มกันก็ถูกทำลายไม่สามารถควบคุมหรือ กำจัดเชื้อโรคต่างๆได้ หรือที่เรียกภาวะนี้ว่าภูมิคุ้มกัน บกพร่องหรือภูมิคุ้มกันต่ำลง ทำให้เกิดความเจ็บป่วย การประเมินและแบ่งระดับภูมิคุ้มกันในเด็กการตรวจเลือดเพื่อนับจำนวนเม็ดเลือดขาว หรือ CD4 เป็นการช่วยในการประเมินระดับภูมิคุ้มกันในร่างกาย ดังนี้
ทำอย่างไรเมื่อเด็กมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะภูมิบกพร่องเราสามารถสังเกตได้จากอาการหรือโรคบางอย่างที่มักปรากฏขึ้น ดังนั้นควรคำนึงถึงการป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส โดยเฉพาะโรคที่พบบ่อยและมีความรุนแรง เช่น วัณโรค ปอดอักเสบพีซีพี นอกจากนี้อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาต้าน HIV เพื่อช่วยควบ คุมไม่ให้ปริมาณเชื้อ HIV ในร่ายการเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้น และส่งผลให้ร่างกาย มีความต้านทานต่อโรคฉวยโอกาส ลดการเจ็บ ป่วย และมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น ให้วัคซีนเด็กได้ตามปกติหรือไม่ เด็กทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณะสุข ซึ่งถ้าเด็กป่วยต้องชะลอการใช้วัคซีน หรือถ้าเด็กมี อาการบ่งชี้ว่ามีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ให้ปรึกษา แพทย์เพราะต้องระมัดระวังการรับวัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม อีสุขอีใส และโปลิโอ เพราะเป็น วัคซีนที่สามารถทำให้เด็กป่วยได้ ในเด็กที่ติดเชื้อ HIV แพทย์อาจแนะนำให้รับวัคซีน เพิ่มเติม ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สำหรับเด็ก บางคนที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามกำหนด หรือถูกเลื่อนไปเพราะมีความเจ็บป่วยควรติดตามให้เด็กรับวัคซีนให้ครบตามมาตรฐาน ควรดูแลเรื่องอาหารการกินและสุขอนามัยของเด็กอย่างไร เด็กทุกคนต้องการอาหารที่พอเพียงเพื่อการเจริญเติบโต และในภาวะเจ็บป่วยนั้นเด็กต้องใช้พลังงานในการต่อสู้กับโรค รายกายจะต้องการ อาหารมากขึ้น อาหารที่มีประโยชน์ ควรมีสัดส่วนที่สมดุลประกอบด้วย ข้าวและอาหารจำพวกแป้งเป็นพื้นฐานหลัก ลำดับต่อมาได้แก่ ผักผลไม้ และนมถั่วหรือเนื้อสัตว์ และลำดับสุดท้ายที่ร่ายกายต้องการน้อยที่สุดคือ ไขมันและน้ำตาล เด็กที่เจ็บป่วยเรื้อรังมักมีภาวะขาดสารอาหารร่วม ด้วย การช่วยเหลือให้เด็กมีน้ำหนักตัวที่ปกติ จะต้องมีแผนการจัดอาหารที่สอดคล้องกับความต้องการของร่างกาย ในช่วงเวลานั้นๆ เด็กที่มี น้ำหนักลดลง ควรเพิ่มสัดส่วนของอาหารประเภทไขมันให้เด็ก เช่น อาหารประเภทข้าวผัด ผัดไท ผัดชีอิ้ว ไข่เจียว จะช่วยให้เด็ก มีน้ำหนัก เพิ่มขึ้นเร็ว นอกจากนี้ควรให้เด็กได้รับประทานอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด ให้เด็กล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังขับถ่ายเสมอ เพื่ป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่ายกาย รวมทั้งดูแลปาก และฟันให้สะอาดเพื่อป้องกันโรคเหงือกอักเสบ และโรคในช่องปาก ยาต้านไวรัส HIV คืออะไร ยาต้านไวรัส HIV เป็นยาที่ช่วยยับยั้งกระบวนการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส HIV ในร่างกาย ทำให้เชื้อ HIV ในร่างกายมีจำนวนไม่เพิ่มขึ้น ไม่ไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ทำให้ระบบการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 หรือระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ตามปกติสามารถ กำจัดและควบคุมเชื้อโรคต่างๆ หรือต้านทานต่อโรคฉวยโอกาส ลดการเจ็บป่วย ทำไมต้องรักษาด้วยยาต้านไวรัส ปัจจุบันเรายังไม่มียาที่สามารถกำจัดเชื้อไวรัส HIV ให้หมดไปจากร่ายกายได้ เป้าหมายการรักษาด้วยยาต้านฯคือ การควบคุมเชื้อไวรัส HIV ให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดนานที่สุด การมีเชื้อไวรัส HIV ในปริมาณน้อยๆ ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กได้พัฒนาต่อไปสมองและอวัยวะต่างๆ ไม่ถูกรบกวนจากเชื้อไวรัส HIV มีภาวะแทรกซ้อนและโรคติดเชื้อฉวย โอกาสลดลง เด็กสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้เต็มที่ ยาต้านฯ ของเด็กและผู้ใหญ่ต่างกันหรือไม่ ยาต้านฯของเด็กและผู้ใหญ่ไม่มีความแตกต่างกัน เพียงแต่เด็กกินยาในปริมาณที่น้อยกว่าตามน้ำหนักของร่างกาย และเด็กเล็กบางคนที่กินยาเม็ดยังไม่ได้ จะมียาบางชนิดผลิตในรูปยาน้ำ หัวใจสำคัญของการรักษาด้วยยาต้านไวรัส
เมื่อไรเด็กจึงควรเริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัส ควรเริ่มยาต้านไวรัส เมื่อเด็กมีระดับภูมิคุ้มกันหรือ CD4 ต่ำกว่าร้อยละ 20 หรือมีอาการของโรคแทรกซ้อนฉวยโอกาส ปัจจุบันการให้การ รักษาด้วยยาต้านไวรัสสำหรับเด็ก เป็น นโยบายของรัฐ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อ HIV และจัดให้มียาตต้านไวรัส ไว้ให้บริการ ในโรงพยาบาลต่างๆ ครอบคุมทั่วประเทศแล้ว โดยเริ่มที่โรงพยาบาลในระดับจังหวัด ยาต้านไวรัสมีชนิดไหนบ้าง ยาต้านไวรัสในปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 20 ชนิด โดยแต่ละชนิดทำหน้าที่ในการขัดขวางกระบวนการเพิ่มจำนวนของไวรัศในแต่ละขั้นตอนแตกต่างกันไป โดยจัดได้เป็น 3 กลุ่มคือ
สูตรยาต้านไวรัส
อาการข้างเคียงและการแพ้ยาต้านไวรัสเป็นอย่างไร อาการแพ้ยา อาการแพ้ยาเป็นปฏิกริยาที่ร่างกายปฏิเสธยา โดยอาการแสดงมีตั้งแต่น้อยๆไปจนถึงอาการรุนแรง อาการแพ้ที่พบได้บ่อยคืน ผื่นแพ้ยา แบบ ลมพิษ ไข้ ปากบวมพอง มีตุ่มน้ำเกิดขึ้นตาม เยื่อบุในปาก เด็กที่รักษาด้วยยาต้านไวรัส มีโอกาสเกิดอาการ แพ้ยาได้ไม่ว่า จะเป็นระยะ แรกของ การกินยาหรือกินยาไประยะหนึ่ง ทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการแพ้ยา
อาการข้างเคียง อาการข้างเคียงเป็นอาการที่ยาไปมีผลกระทบต่ออวัยวะร่างกาย แบ่งเป็นสองลักษณะคือ
การรักษาด้วยยาต้านไวรัส ที่ได้ผลเป็นอย่างไร
สำหรับเด็กบางรายที่เริ่มยาต้านไวรัส เมื่อระดับ CD4 ต่ำ และมีโรคแทรกระหว่างที่กำลังกินยา น้ำหนัก ส่วนสูงและCD4 อาจจะยังไม่เพิ่มขึ้นในระยะแรก ทำอย่างไรเมื่อการรักษาด้วยยาต้านไวรัสไม่ได้ผล หากพบว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ไม่ได้ผล เชื้อดื้อยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุปัญหาและหาแนวทางแก้ไข ปัญหาก่อนเริ่มรักษาด้วยยาสูตรใหม่ ทั้งนี้ยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ถ้าดื้อยาตัวหนึ่ง มักจะดื้อกับอีกตัวหนึ่งด้วย |
||
|