ข้อมูลจาก เอกสารของกลุ่มเราเข้าใจ มูลนิธิเอดส์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อ HIV /เอดส์ ประเทศไทย
<<ไปหน้าแรก>>


เชื้อ HIV คืออะไร อยู่ในร่ายกายอย่างไร

เชื้อ HIV เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กมองไม่เห็นด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดาเชื้อ HIV มีรูปร่างกลมๆเปลือกนอกมีปุ่มยื่นออกมา เชื้อ HIV จะใช้ปุ่มนี้เกาะเม็ดเลือกขาวใน ร่างกายคนและแทรกเข้าไปอยู่ในเม็ดเลือดขาว เพื่ออยู่อาศัยและแบ่งตัวขยายพันธุ์ทำให้เม็ดเลือดเลือดขาวที่ติดเชื้อ HIV ถูกทำลายไม่สามารถทำหน้าที่จัดการกับเชื้อโรดต่างๆ ที่อยู่ใน ร่างกายได้

เอดส์คืออะไร

เมื่อเชื้อ HIV มีปริมาณมากขึ้น เม็ดเลือดขาวก็ถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ จนถึงระดับที่ไม่สามารถจัดการกับเชื้อโรคต่างๆได้ เรียกภาวะนี้ว่าภูมิคุ้มกัน บกพร่อง ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า เอ็ดส์ ( AIDS) ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องนี้ ทำให้ร่างกายเกิดความเจ็บป่วยบ่อยๆ มากกว่าคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติ

เชื้อ HIV ติดต่อกันอย่างไร

เชื้อ HIV อยู่ในเลือดและในของเหลวบางอย่างในร่างกาย ที่พบมากได้แก่ น้ำอสุจิน้ำในช่องคลอดและในน้ำนมสำหรับในน้ำลายมีเชื้อน้อยมาก จึงมีโอกาศเสี่ยงต่อการ ติดเชื้อจาก การสัมผัสน้ำลายน้อยมาก นอกจากนี้ยังไม่พบเชื้อ HIV ในเหงื่อ น้ำตา อุจจาระ ปัสสาวะ โอกาสเสี่ยงในการ รับเชื้อ HIV จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ต้องมีการสัมผัสกับเชื้อ HIV และมีช่องทางให้เชื้อ HIV เช้าสู่ทางร่างกายได้แก่ ทางเนื้อเยื้ออ่อนๆ เช่นบุช่องคลอด รู-ท่อปัสสาวะ และการที่เชื้อ HIV เข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง แต่ถ้าเป็นผิวหนังทั่วไปเชื้อ HIV ไม่สามารถเช้าไปได้ ดังนั้น หากพิจารณาโดยปัจจัยการติดต่อของเชื้อจะเห็นว่าไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV จากการอยู่ร่วมกันกับคนที่ติดเชื้อ HIV เช่น เรียนด้วย กัน เล่นด้วยกัน กินอาหารด้วยกัน หรือใช้สิ่งของร่วมกัน การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันหรือไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย

เด็กรับเชื้อ HIV จากแม่อย่างไร

เด็กมีโอกาสรับเชื้อ HIV จากแม่ใน 3 ช่วง ได้แก่

  • ช่วงอยู่ในท้องแม่ (ก่อนคลอด) ตามปกติแล้วเชื้อจากแม่จะไม่สามารถผ่านรกเข้าสู่ลูกในท้องแม่ได้ แต่ถ้ารกมีความผิดปกติเชื้อจากสามารถผ่านไปสู่ลูกได้
  • ช่วงคลอด มีโอกาสสูงสุด เพราะทารกอาจกลืนเลือกและน้ำในช่องคลอดทำให้เชื้อ HIV ผ่านเข้าทางเนื้อเยื้อบุอ่อนของทารกได้
  • ช่วงที่ทารกดูดนมแม่ แม้ว่าในน้ำนมจะมีเชื้อ HIV ไม่มาก แต่ถ้าเด็กกินนมแม่นานๆ จะทำไห้มีความเสี่ยงในการรับเชื้อเพิ่มขึ้น โดยเชื้อผ่านเข้าทางเยื่อบุทางเดินอาหารที่ยังไม่แข็งแรง

เด็กส่วนใหญ่ไม่ติดเชื้อจากแม่

โดยทั่วไปทารกที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อ HIV มีโอกาสได้รับเชื้อประมาณร้อยละ 25-30 ทั้งนี้โอกาสในการรับเชื้อ HIV ของเด็กจะลดลงเหลือ เพียงร้อยละ 2-8 ถ้าแม่ฝากครรภ์ได้รับ การดูแลสุขภาพและยาต้านไวรัสตามแผนการรักษา และให้เด็กดื่มนมผสมแทนนมแม่การดูแลสุขภาพเมื่อเมื่อฝากครรภ์หญิงตั้งครรภ์จะได้รับการเตรียมร่างกายให้มีความพร้อม คัด กรองและรักษาความผิดปกติต่างๆ ที่เพิ่มโอกาสการผ่านเชื้อ HIV ไปยังลูกอีกทั้งแพทย์ยังให้บริการยาต้านไวรัสที่เหมาะสมก่อนการตั้งครรภ์

ตรวจหาเชื้อ HIV ของเด็กอย่างไร

การตรวจหาเชื้อ HIV ที่มีความเม่งยำที่สุดคือการตรวจหาสารภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HIV หรือทางการแพทย์เรียกว่า HIV Antibody ที่ร่างกายสร้าง ขึ้นหลังจากเชื้อผ่านเข้ามาในร่างกายแล้ว ถ้าตรวจพบภูมิคุ้มกันเมื่อเด็กอายุครบ 18 เดือน ก็แสดงว่ามีการติดเชื้อ HIV ซึ่งเป็นช่างที่สารภูมิ คุ้มกัน ที่แม่ส่งผ่านให้ลูกโดยธรรมชาติตั้งแต่อยู่ในครรภ์ได้หมดไป และร่างกาย ของเด็กสร้างสารภูมิคุ้มกันได้เอง การตรวจหาการติดเชื้ออีกประเภทหนึ่งคือการตรวจหาเชื้อไวรัส HIV หรือที่เรียกว่าการตรวจ พีซีอาร์ ( PCR) ซึ่งสามารถตรวจได้ผลแม่น ยำเมื่อเด็กอายุตั้งแต่ 4 เดือน ขึ้นไป

จะตรวจว่าเด็กแรกเกิดมีการติดเชื้อ HIV หรือไม่

เนื่องจากภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HIV ของแม่สามารถผ่านรกมายังทารกได้ การตรวจหาสารนี้ในเด็กแรกเกิดจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเด็กมีการติด เชื้อหรือไม่เพราะไม่ทราบว่าจะเป็นของ แม่ที่ส่งผ่านมา หรือเป็นการสร้างสารนี้ของเด็กเองจากการที่ได้รับเชื้อมาจากแม่ สารภูมิคุ้มกันนี้จะ อยู่ในร่างกายของเด็กประมาณ 18 เดือน ก่อนที่จะสลายไปการตรวจหาสารนี้ใน ระยะ 18 เดือนแรกจึงไม่สามารถบอกสภาวะการติดเชื้อ ของเด็กได้ ต้องใช้วิธีการตรวจ PCR

การตรวจหาเชื้อ HIV ของเด็กเพื่ออะไร

เป้าหมายของการตรวจเลือดหาเชื้อ HIV ของเด็กโดยเฉพาะเด็กที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาด้วยยาต้านไวรัส และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน และโรคติดเชื้อฉวยโอกาสบางชนิดที่พบบ่อยในเด็กที่ติดเชื้อ HIV และมีภูมิคุ้มกันต่ำ

การตรวจการหาเชื้อ HIV ละเมิดสิทธิเด็กหรือไม่

การตรวจหาเชื้อ HIV ของเด็กเพื่อคัดแยกเด็กออกจากเด็กที่ไม่ติดเชื้อ HIV หรือป้องกันการติดเชื้อ HIV จากการอยู่ร่วมกับเด็กนั้น ถือได้ว่า เป็นการละเมิดสิทธิเด็กเพราะไม่ได้เกิด ประโยชน์กับเด็กและไม่มีความจำเป็นในการแบ่งแยกเด็ก เนื่องจากไม่มีใครมีโอกาสติดเชื้อ HIV จากการอยู่ร่วมกันกับเด็กที่ติดเชื้อ HIV แต่หากเป็นการตรวจเลือดหาเชื้อ HIV ของเด็กเพื่อการให้การป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส หรือ เพื่อให้ได้รับโอกาสในการรักษาด้วยยาต้านฯก็น่าจะทำเพื่อประโยชน์ของเด็ก

ระบบภูมิคุ้มกันคืออะไร

ระบบคุ้มกันคือระบบการทำงานของเม็ดเลือดขาว ที่ทำหน้าที่จดจำและต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันสามารถจดจำเชื้อโรค ทุกชนิด และสร้างสารภูมิคุ้มกัน เฉพาะต่อเชื้อ โรคต่างๆ ที่ร่างกายรับมา ดังนั้นหากร่างกายรับเชื้อโรคเดิมซ้ำ ภูมิคุ้มกันจะกำจัดโรคได้อย่าง รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ระบบภูมิคุ้มกันในเด็ก

ระบบภูมิคุ้มกันจะค่อยๆมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็กแรกเกิด และทำงานได้เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่เมื่อเด็กมีมีอายุประมาณ 6 ปี ดังนั้นช่วงเด็กอายุต้ำกว่า 6 ปี ระบบภูมิคุ้มกันเด็ก ยังทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ ต่อสู้และควบคุมเชื้อโรคได้ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่มีผลทำให้มีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่าย กว่าและบ่อยกว่าเด็กโต

ภูมิคุ้มกันบกพร่องเป็นอย่างไร

เมื่อเชื้อ HIV ผ่านแม่ไปสู่ลูก การขยายพันธุ์ของเชื้อ HIV ก็เริ่มต้นโดยเชื้อเข้าสู่เซลเม็ดเลือดขาวชนิดที่มีสารบนผิวชื่อ CD4 และแบ่งตัวออก มาจำนวนมาก ปริมาณเชื้อ HIV ในเด็กจะสูง มากเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ และด้วยเชื้อ HIV ที่มีปริมาณมาก เม็ดเลือดขาวก็ถูกทำลายไปมาก ระบบภูมิคุ้มกันก็ถูกทำลายไม่สามารถควบคุมหรือ กำจัดเชื้อโรคต่างๆได้ หรือที่เรียกภาวะนี้ว่าภูมิคุ้มกัน บกพร่องหรือภูมิคุ้มกันต่ำลง ทำให้เกิดความเจ็บป่วย

การประเมินและแบ่งระดับภูมิคุ้มกันในเด็ก

การตรวจเลือดเพื่อนับจำนวนเม็ดเลือดขาว หรือ CD4 เป็นการช่วยในการประเมินระดับภูมิคุ้มกันในร่างกาย ดังนี้

  • เด็กที่มี CD4 ประมาณร้อยละ 25 ขึ้นไป แสดงว่ามีภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับปกติ ยังไม่ปรากฏโรคติดเชื้อฉวยโอกาส
  • เด็กที่มี CD4 อยู่ระหว่างร้อยละ 16-24 แสดงว่าภูมิคุ้มกันต่ำ เริ่มปรากฏความเจ็บป่วย มีโรคติดเชื้อฉวยโอกาส
  • เด็กที่มี CD4 ต่ำกว่าร้อยละ 15 แสดงว่าภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันต่ำมาก เริ่มปรากฏความเจ็บป่วยที่รุนแรงมากขึ้น มีโรคติดเชื้อฉวยโอกาส

ทำอย่างไรเมื่อเด็กมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ภาวะภูมิบกพร่องเราสามารถสังเกตได้จากอาการหรือโรคบางอย่างที่มักปรากฏขึ้น ดังนั้นควรคำนึงถึงการป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส โดยเฉพาะโรคที่พบบ่อยและมีความรุนแรง เช่น วัณโรค ปอดอักเสบพีซีพี นอกจากนี้อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาต้าน HIV เพื่อช่วยควบ คุมไม่ให้ปริมาณเชื้อ HIV ในร่ายการเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้น และส่งผลให้ร่างกาย มีความต้านทานต่อโรคฉวยโอกาส ลดการเจ็บ ป่วย และมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น

ให้วัคซีนเด็กได้ตามปกติหรือไม่

เด็กทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณะสุข ซึ่งถ้าเด็กป่วยต้องชะลอการใช้วัคซีน หรือถ้าเด็กมี อาการบ่งชี้ว่ามีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ให้ปรึกษา แพทย์เพราะต้องระมัดระวังการรับวัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม อีสุขอีใส และโปลิโอ เพราะเป็น วัคซีนที่สามารถทำให้เด็กป่วยได้ ในเด็กที่ติดเชื้อ HIV แพทย์อาจแนะนำให้รับวัคซีน เพิ่มเติม ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สำหรับเด็ก บางคนที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามกำหนด หรือถูกเลื่อนไปเพราะมีความเจ็บป่วยควรติดตามให้เด็กรับวัคซีนให้ครบตามมาตรฐาน

ควรดูแลเรื่องอาหารการกินและสุขอนามัยของเด็กอย่างไร

เด็กทุกคนต้องการอาหารที่พอเพียงเพื่อการเจริญเติบโต และในภาวะเจ็บป่วยนั้นเด็กต้องใช้พลังงานในการต่อสู้กับโรค รายกายจะต้องการ อาหารมากขึ้น อาหารที่มีประโยชน์ ควรมีสัดส่วนที่สมดุลประกอบด้วย ข้าวและอาหารจำพวกแป้งเป็นพื้นฐานหลัก ลำดับต่อมาได้แก่ ผักผลไม้ และนมถั่วหรือเนื้อสัตว์ และลำดับสุดท้ายที่ร่ายกายต้องการน้อยที่สุดคือ ไขมันและน้ำตาล เด็กที่เจ็บป่วยเรื้อรังมักมีภาวะขาดสารอาหารร่วม ด้วย การช่วยเหลือให้เด็กมีน้ำหนักตัวที่ปกติ จะต้องมีแผนการจัดอาหารที่สอดคล้องกับความต้องการของร่างกาย ในช่วงเวลานั้นๆ เด็กที่มี น้ำหนักลดลง ควรเพิ่มสัดส่วนของอาหารประเภทไขมันให้เด็ก เช่น อาหารประเภทข้าวผัด ผัดไท ผัดชีอิ้ว ไข่เจียว จะช่วยให้เด็ก มีน้ำหนัก เพิ่มขึ้นเร็ว นอกจากนี้ควรให้เด็กได้รับประทานอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด ให้เด็กล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังขับถ่ายเสมอ เพื่ป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่ายกาย รวมทั้งดูแลปาก และฟันให้สะอาดเพื่อป้องกันโรคเหงือกอักเสบ และโรคในช่องปาก

ยาต้านไวรัส HIV คืออะไร

ยาต้านไวรัส HIV เป็นยาที่ช่วยยับยั้งกระบวนการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส HIV ในร่างกาย ทำให้เชื้อ HIV ในร่างกายมีจำนวนไม่เพิ่มขึ้น ไม่ไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ทำให้ระบบการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 หรือระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ตามปกติสามารถ กำจัดและควบคุมเชื้อโรคต่างๆ หรือต้านทานต่อโรคฉวยโอกาส ลดการเจ็บป่วย

ทำไมต้องรักษาด้วยยาต้านไวรัส

ปัจจุบันเรายังไม่มียาที่สามารถกำจัดเชื้อไวรัส HIV ให้หมดไปจากร่ายกายได้ เป้าหมายการรักษาด้วยยาต้านฯคือ การควบคุมเชื้อไวรัส HIV ให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดนานที่สุด การมีเชื้อไวรัส HIV ในปริมาณน้อยๆ ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กได้พัฒนาต่อไปสมองและอวัยวะต่างๆ ไม่ถูกรบกวนจากเชื้อไวรัส HIV มีภาวะแทรกซ้อนและโรคติดเชื้อฉวย โอกาสลดลง เด็กสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้เต็มที่

ยาต้านฯ ของเด็กและผู้ใหญ่ต่างกันหรือไม่

ยาต้านฯของเด็กและผู้ใหญ่ไม่มีความแตกต่างกัน เพียงแต่เด็กกินยาในปริมาณที่น้อยกว่าตามน้ำหนักของร่างกาย และเด็กเล็กบางคนที่กินยาเม็ดยังไม่ได้ จะมียาบางชนิดผลิตในรูปยาน้ำ

หัวใจสำคัญของการรักษาด้วยยาต้านไวรัส

  • การเลือกสูตรยาอย่างเหมาะสมกับสภาพร่างการ
  • ต้องกินยาอย่างถูกต้อง ตรงเวลาและต่อเนื่องทุกวันเพื่อรักษาระดับยาในเลือดให้คงที่ตลอดเวลาเพื่อยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส HIV
  • ต้องดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องเพราะยาต้านไวรัส อาจมีผลข้างเคียงหรือผลกระทบต่อร่างกาย
  • ผู้ดูแลเด็กต้องให้ความร่วมมือในการรักษา

เมื่อไรเด็กจึงควรเริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัส

ควรเริ่มยาต้านไวรัส เมื่อเด็กมีระดับภูมิคุ้มกันหรือ CD4 ต่ำกว่าร้อยละ 20 หรือมีอาการของโรคแทรกซ้อนฉวยโอกาส ปัจจุบันการให้การ รักษาด้วยยาต้านไวรัสสำหรับเด็ก เป็น นโยบายของรัฐ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อ HIV และจัดให้มียาตต้านไวรัส ไว้ให้บริการ ในโรงพยาบาลต่างๆ ครอบคุมทั่วประเทศแล้ว โดยเริ่มที่โรงพยาบาลในระดับจังหวัด

ยาต้านไวรัสมีชนิดไหนบ้าง

ยาต้านไวรัสในปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 20 ชนิด โดยแต่ละชนิดทำหน้าที่ในการขัดขวางกระบวนการเพิ่มจำนวนของไวรัศในแต่ละขั้นตอนแตกต่างกันไป โดยจัดได้เป็น 3 กลุ่มคือ

  • กลุ่มเอ็นอาร์ทีไอ (NRTI) เช่น เอแซดที(ANT) , ดีดีไอ(DDI) , ดีโฟร์ที(D4T) , สามทีชี(3TC) , อะบาคาเวียร์(ABC-Abacavir)
  • กลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ(NNRTI) เช่น เนวิราปีน(Nevirapine) , เอฟฟาไวเรนซ์(Efavirenz)
  • กลุ่มพีไอ(PI) เช่น ซาควินาเวียร์(Saquinavir) , อินดินาเวียร์(Indinavir) , ริโทนาเวียร์(Ritonavir) , เนลฟินาเวียร์(Nelfinavir) , โลพินาเวียร์(Lopinzvir)

สูตรยาต้านไวรัส

  • ปัจจุบันมีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า สูตรยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อ HIV ต้องประกอบด้วยยาต้านไวรัส 3 ชนิดรวมกัน และเป็นยาจากกลุ่มยาอย่างน้อย 2 กลุ่มเช่น ยาจีพีโอเวียร์ ซึ่งผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมของไทย ประกอบด้วย ดีโฟว์ที 3 ทีซี และเนวิราปิน
  • หากเด็กกำลังรักษาด้วยยาต้านไวรัส 2 ชนิด เด็กสามารถกินยาต่อได้ หากระดับ CD4 และปริมาณของไวรัสคงที่ ไม่มีโรคฉวยโอกาส
  • ยาต้านไวรัสที่ไม่ใช้คู่กับยารักษาโรคฉวยโอกาสบางตัว เพราะจะล้างฤทธิ์กัน ได้แก่ยาไรแฟม รักษาวัณโรค ไม่ใช้คู่กับ เนวิราปิน และ อินดินาเวียร์ ก่อนเริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัสหากตรวจพบว่าเด็กป่วยเป็นวัณโรคและประเมินแล้วว่าเด็กไม่สามารถกินยาปริมาณมากได้ ควรรักษาวัณโรคไปก่อนจนกว่าจะลดยาวัณโรคได้และค่อยๆเตรียมเด็กกินยาต้านไวรัสต่อไป
  • ไม่ควรลด ปรับ หรือหยุดยาต้านไวรัส จนกว่าจะได้ปรึกษาแพทย์

อาการข้างเคียงและการแพ้ยาต้านไวรัสเป็นอย่างไร

อาการแพ้ยา

อาการแพ้ยาเป็นปฏิกริยาที่ร่างกายปฏิเสธยา โดยอาการแสดงมีตั้งแต่น้อยๆไปจนถึงอาการรุนแรง อาการแพ้ที่พบได้บ่อยคืน ผื่นแพ้ยา แบบ ลมพิษ ไข้ ปากบวมพอง มีตุ่มน้ำเกิดขึ้นตาม เยื่อบุในปาก เด็กที่รักษาด้วยยาต้านไวรัส มีโอกาสเกิดอาการ แพ้ยาได้ไม่ว่า จะเป็นระยะ แรกของ การกินยาหรือกินยาไประยะหนึ่ง

ทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการแพ้ยา

  • หากมีผื่นทั่วตัว มีไข้ขึ้นสูงหรือเกิดตุ่ม ที่มีน้ำขังอยู่ภายในและ/ หรือมีเจ็บปากเจ็บตาร่วมด้วย ไม่ว่าจะกี่ตุ่มก็ตาม ให้หยุดยาทุกชนิดและรีบไปพบแพทย์พร้อมนำยาไปด้วย
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อไล่ยา

อาการข้างเคียง

อาการข้างเคียงเป็นอาการที่ยาไปมีผลกระทบต่ออวัยวะร่างกาย แบ่งเป็นสองลักษณะคือ

  • อาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรงสามารถดูแลบรรเทาอาการได้ เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน มึนงง ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1-2 เดือนอาการเหล่านี้จะค่อยดีขึ้นและหายไป
  • อาการที่รุนแรง ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้ เช่น ตับอักเสบ ซีด ตับอ่อนอักเสบ ปลายประสาทอักเสบ

การรักษาด้วยยาต้านไวรัส ที่ได้ผลเป็นอย่างไร

  • เด็กกินอาหารได้ดี มีน้ำหนักตัวและความสูงเพิ่มขึ้น
  • โรคฉวยโอกาสต่างๆ ลดลงหรือไม่มีหลังการรักษาไปแล้ว 6 เดือน
  • จำนวน CD4 เพิ่มขึ้น
  • จำนวนไวรัสโหลดลดลงหรือตรวจไม่พบหลังกินยาไปแล้ว 6 เดือน

สำหรับเด็กบางรายที่เริ่มยาต้านไวรัส เมื่อระดับ CD4 ต่ำ และมีโรคแทรกระหว่างที่กำลังกินยา น้ำหนัก ส่วนสูงและCD4 อาจจะยังไม่เพิ่มขึ้นในระยะแรก

ทำอย่างไรเมื่อการรักษาด้วยยาต้านไวรัสไม่ได้ผล

หากพบว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ไม่ได้ผล เชื้อดื้อยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุปัญหาและหาแนวทางแก้ไข ปัญหาก่อนเริ่มรักษาด้วยยาสูตรใหม่ ทั้งนี้ยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ถ้าดื้อยาตัวหนึ่ง มักจะดื้อกับอีกตัวหนึ่งด้วย

ข้อมูลจาก เอกสารของกลุ่มเราเข้าใจ มูลนิธิเอดส์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อ HIV /เอดส์ ประเทศไทย